รับแปลภาษา ราคาถูก


 


รับแปลภาษา อังกฤษ - ไทย

รับแปลภาษา ไทย - อินโดนีเซีย

รับแปลภาษา อินโดนีเซีย - ไทย


ราคาหน้าละ 100 บาท

ติดต่อเพิ่มเติมได้ตามไอดีไลน์ : Liyas1993

ภาษาถิ่นเกาหลีใต้ มาดูกันครับ!




사투리 (ซาทูรี) คือภาษาของแต่ละท้องถิ่นที่มีสำเนียงแตกต่างกัน หรือ เรียกง่ายๆว่าภาษาถิ่น
표준어 (พโยจูนอ) คือภาษาเกาหลีมาตรฐาน

ซาทูรี แตกภาษาออกเป็น 6 ภูมิภาค ได้แก่
1. Seoul&Gyeonggi ( 서울 경기도 사투리 )
2. Gangwon ( 강원도 사투리 )
3. Chungcheong ( 충청도 사투리 )
4. Gyeongsan ( 경상도 사투리 )
5. Jeolla ( 전라도 사투리 )
6. Jeju ( 제주도 사투리 )



1. Seoul&Gyeonggi ( 서울 경기도 사투리 )
ทัวทั้งประเทศเกาหลีใต้มีคนเข้าใจสำเนียงนี้มากถึง 99.99% เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการบริหารและการพัฒนาทางด้านต่างๆ และเป็นสำเนียงกลางหรือสำเนียงมาตรฐานของชาวเกาหลีใต้

2. Gangwon ( 강원도 사투리 )
กังวอนตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงโซลและกยองกีทำให้สำเนียงนี้ไม่ค่อยมีความแตกต่างมากนักในด้านการออกเสียง ผู้เขียนได้รวบรวมตัวอย่างบางคำมาให้สังเกตความแตกต่างกัน เช่น

아버지 (อาบอจี) เปลี่ยนเป็น 아부지 (อาบูจี) แปลว่า พ่อ
어머니 (ออมอนี) เปลี่ยนเป็น 어머이 (ออมออี) แปลว่า แม่
어른 (ออรึน) เปลี่ยนเป็น 으른 (อือรึน) แปลว่า พ่อแม่, ผู้ปกครอง
고기 (โกกี) เปลี่ยนเป็น 괴기 (กเวกี) แปลว่า เนื้อ

3. Chungcheong ( 충청도 사투리 )
ภาษาเกาหลีสำเนียงจูงจองถือได้ว่าเป็นสำเนียงที่นุ่มนวล เปรียบได้กับสำเนียงทางภาคเหนือของเรา

มีจุดสังเกตด้านภาษาคือ 오 (โอ) กลายเป็น 우 (อู) และ 요 (โย) กลายเป็น 유 (ยู)

ถ้าคนที่ใช้ภาษากลางทักทายกันจะใช้คำว่า 안녕하세요 (อันนยองฮาเซโย) 
แต่ชาวจุงจองจะพูดว่า 안녕하세유 (อันนยองฮาเซยู)
คำว่า 모양 (โมยัง) กลายเป็น 모냥 (โม-นยัง) แปลว่า รูปร่าง
คำว่า 뱀 (แบม) กลายเป็น 뱜 (บยัม) แปลว่า งู
คำว่า 젓가락 (ช็อดการัก) กลายเป็น 저범 (ชอบ็อม) แปลว่า ตะเกียบ
คำว่า 일어나다 (อีรอนาดา) กลายเป็น 인나다 (อินนาดา)
แปลว่า ลุกขึ้น




4. Gyeongsan ( 경상도 사투리 )
เป็นสำเนียงที่แตกต่างจากภาษากลางอย่างมาก สำเนียงนี้ถ้าเทียบกับสำเนียงทางบ้านเราคือสำเนียงทางภาคใต้ ที่ฟังดูหยาบไปหน่อยถ้าเทียบกับภาษากลาง แต่ก็มีเสน่ห์ของภาษาของมัน สำเนียงกยองซาน จะมีสำเนียงการพูดที่เร็วและดูห้วนๆ

สำเนียงกยองซาน มักจะเปลี่ยนสระ 으 (อือ) เป็น 어 (ออ)

เช่นคำว่า 음식  (อึมชิก) เป็น 엄식 (ออมชิก) แปลว่า อาหาร
และปกติถ้าคำนั้นมีสระผสมจะอ่านออกเสียงแค่สระตัวที่สองเท่านั้น
เช่นคำว่า 도서관  (โดซอ-กวาน) เป็น 도서간 (โดซอกัน) แปลว่า ห้องสมุด

ภาษากลาง 정말 (ช็องมัล) หรือ 그래 (คือแร) แปลว่า จริงๆหรอ?
ภาษาสำเนียงกยองซาน 맞나? (มันนา)

ภาษากลาง 뭐야? (มวอยา)
ภาษาสำเนียงกยองซาน 뭐고 (มวอโก) แปลว่า นั่นอะไร?

ภาษากลาง 이리와 (อีรีวา)
ภาษาสำเนียงกยองซาน 이리온니 (อีรี-อนนี) แปลว่า มานี่ Come on

5. Jeolla ( 전라도 사투리 )
โดยปกติแล้วสำเนียงจอลโล จะเปลี่ยน .....세요 เป็น .....라우
เปลี่ยนสระ ㅓ(ออ) เป็น ㅡ (อือ) และ ㅕ(ยอ) เป็น ㅖ(เย)

ตัวอย่าง :-
먹다 (ม็อกตา) พูดว่า 믁다 (มึกตา)
없다 (อ็อบตา) พูดว่า 읎다 (อึบตา)

และลักษณะเฉพาะของสำเนียงนี้
ปกติถ้าในประโยคคำถามจะลงท้ายด้วย คำว่า 잉 (อิง)
เช่น 밥 믁어잉? (พัม มึกกอ อิง) กินข้าวแล้วหรือยัง?

และก็ยังมีคำที่แตกต่างกัน คือคำว่า 새우 (แซอู) ใช้คำว่า 새비 (แซบี)
모기 (โมกี) เป็น 모구 (โมกู) แปลว่า ยุง
지금 (จีกึม) เป็น 시방 (ชีบัง) แปลว่า ตอนนี้
어제 (ออเจ) เป็น 인자 (อินจา) แปลว่า เมื่อวาน

6. Jeju ( 제주도 사투리 )
เป็นสำเนียงบนเกาะเชจู ที่ใครๆที่ชอบเกาหลี หรือซีรี่ส์เกาหลีคงไม่มีใครไม่รู้จักเกาะเชจู ด้วยความที่สำเนียงเชจูเป็นสำเนียงของชาวเกาะและแยกจากแผ่นดินใหญ่ สำเนียงก็จะมีความแตกต่างกว่าสำเนียงบนแผ่นดินใหญ่ บางครั้งชาวเกาหลีด้วยกันอาจจะไม่ค่อยเข้าใจสำเนียงเชจูสักเท่าไหร่

วันนี้ผู้เขียนมีประโยชน์ที่เมื่อผู้อ่านสามารถนำไปใช้เมื่อไปเที่ยว เกาะเชจู เช่น 혼저옵세예 (ฮนจี-อบเซเย) ยินดีต้อนรับ, 고맙수다 (โคมับซูดา) ขอบคุณ,  반갑수다 / 반갑시오 (พันกับซูดา/พันกับชีโอ) ยินดีที่ได้รู้จัก

강아지 (คางาจี) ชาวเชจู พูดว่า 강생이 (คังแซ็งงี) ลูกสุนัข
고양이 (โกยางี) เป็น 고냉이 (โกแนงี) แมว
감자 (คัมจา) เป็น 지실 (จีชิล) แปลว่า มันฝรั่ง
고구마 (โคกูมา) เป็น 감저 (คัมจอ) แปลว่า มันเทศ
할아버지 (ฮาราบอจี) เป็น 하르방 (ฮารือบัง) แปลว่า ปู่




นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของภาษาถิ่นเกาหลีใต้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ภาษาเกาหลี และทำให้เรียนรู้ความหลากหลายของภาษาเกาหลีบนคาบสมุทรเกาหลีเท่านั้น

Enjoy Learning, guys.... Bye Bye

ความเป็นฮินดู บนดินแดนแห่งทวยเทพ เกาะบาหลี


 

      ถ้าพูดถึงบาหลี คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเกาะสวรรค์ของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก บาหลีเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย ชายหาดที่คราครั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทุ่งนาป่าเขาเขียวขจี และวิถีชีวิตที่มีมนต์เสน่ห์ของความเป็นฮินดูแบบบาหลี ผู้คนที่นี่ยังคงดำรงชีวิตที่ผูกพันธ์กับวัด มองไปทางไหนก็จะเห็นวัดฮินดูแทบทุกที่บนเกาะ ที่มีเอกลักษณ์ในแบบฉบับบาหลี

      แต่วันนี้ผู้เขียนจะมาพูดถึงการตั้งชื่อของชาวบาหลีที่เกี่ยวโยงกับวรรณะที่ได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูจากอินเดีย ที่เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตของชาวบาหลี คนบาหลีจะตั้งชื่อลูกหลานของตนตามวรรณะของแต่ละครอบครัว บทบาทของวรรณะในปััจจุบันก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก แต่การตั้งชื่อตามวรรณะเกิดก็ยังมีให้เห็นทั่วไป

      ชาวบาหลีจะมีวัฒนธรรมการตั้งชื่อ มีการจำแนกออกเป็น 3 ประเภท คือ จำแนกตามวรรณะ ตามเพศสภาพ และลำดับการเกิด เพื่อนๆคงสงสัยกันแล้ว เรามาดูกันเลยครับ


ตั้งชื่อตามวรรณะแบบบาหลี
ด้วยความที่ชาวบาหลีนับถือฮินดู การแบ่งวรรณะคงเป็นเรื่องปกติของศาสนานี้ แต่ละวรรณะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไปตามความสำคัญของแต่ละบุคคล ชาวบาหลีฮินดูแบ่งวรรณะออกเป็น 4 วรรณะ ได้แก่

1. วรรณะพราหมณ์ ชาวอินโดนีเซียเรียกว่า Brahmana (บระห์มานา) 

วรรณะพราหมณ์เป็นชนชั้นวรรณะสูงสุด ผู้คนที่เกิดในวรรณะพราหมณ์ไม่ใช่เป็นสามัญชนธรรมดา พวกเขาเหล่านี้คือคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางศาสนาหรือเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของผู้นำทางศาสนา

โดยปกติแล้วผู้นำศาสนาจะมีสถานที่พำนักแห่งหนึ่งที่เรียกว่า Griya (กรีญา) แต่เนื่องด้วยกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป คนที่เกิดในวรรณะพราหมณ์บางคนเลือกที่จะทำงานในด้านอื่นๆ ที่ไม่เพียงแต่เป็นผู้นำศาสนาในวรรณะของตน ถึงอย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังมีฐานะทางสังคมในแบบวรรณะพราหมณ์เช่นเดิม 

ชื่อตามวรรณะพราหมณ์ ได้แก่ Ida bagus (อีกา บากุส) สำหรับผู้ชาย และ Ida Ayu (อีดา อายู) หรือ Dayu (ดายู) สำหรับผู้หญิง

ตัวอย่างเช่น :-
          Ida Bagus Putu Tantra  บางครั้งย่อเป็น IB Putu Tantra (สำหรับผู้ชาย)
          
  •        Ida Ayu Komang Saraswati (สำหรับผู้หญิง)
2. วรรณะกษัตริย์ ชาวอินโดนีเซียเรียกว่า Kesatria (กือซัตตรีญา) 

คนที่เกิดในวรรณะกษัตริย์มีหน้าที่กครองและปกป้องบ้านเมือง ได้แก่ ข้าราชการ ทหาร และกษัตริย์รวมถึงเชื่อพระวงศ์ด้วย) คนที่เกิดในวรรณะนี้จะมีที่พำนักอยู่บริเวณรอบๆปราสาทของบรรพบุรุษ แต่ปัจจุบันคนที่เกิดในวรรณะนี้ไม่เพียงแต่ทำงานเกี่ยวกับการปกครองเท่านั้น บางคนทำงานต่างประเทศ ทำงานในแขนงต่างๆ เช่น ดีไซเนอร์ นักแสดง และอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเจาะจงว่าเกิดในวรรณะนี้ต้องทำงานแค่ในด้านการปกครอง ความเป็นฮินดูบาหลีไม่ได้เน้นวรรณะอย่างเคร่งครัดเหมือนในอินเดีย เขามีสิทธิเสรีภาพในการทำงานในแบบฉบับของตน


ชื่อตามวรรณะกษัตริย์ ได้แก่ Anak Agung (อานักอากุง) ใช้สำหรับผู้ชาย และ Anak Agung Ayu/Istri ใช้สำหรับผู้หญิง หรือย่อเป็น Gung (กุง) / Cokorda (โจโกรฺดา) ใช้สำหรับผู้ชาย และ Cokorda Istri ใช้สำหรับผู้หญิง ย่อเป็น Cok (จ๊ก) / Desak (ดือซัก)

ตัวอย่างเช่น :-
          Anak Agung Raka Sidan (ผู้ชาย)
          Anak Agung Ayu Maharani atau Anak Agung Istri Maharani (ผู้หญิง)

3. วรรณะไวศยะหรือแพศย์ ชาวอินโดนีเซียเรียกว่า Waisya (ไวชา)

วรรณะแพศย์หรือไวศยะ จะทำการเกษตรและการค้า อาจจะเป็นการค้าทั่วไปหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 

ชื่อตามวรรณะไวศยะ ได้แก่ Gusti bagus (กุสตี-บากุส) สำหรับผู้ชาย และ Gusti Ayu (กุสตี-อาญู) สำหรับผู้หญิง / Ngakan (งากัน) / Si (ซี) / Sang (ซัง) / Kompyang (กม-ปยัง) อย่างไรก็ตามชื่อที่บอกมาข้างต้นนั้น ไม่ค่อยมีคนใช้กันแล้ว เนื่องจากว่ามีการผสมผสานทางวัฒนธรรมกับวรรณะศูทรได้อย่างกลมกลืน

ตัวอย่างเช่น :- 
          Gusti Bagus Sidan (ผู้ชาย)
           Gusti Ayu Maharani (ผู้หญิง)

4. วรรณะศูทร ชาวอินโดนีเซียเรียกว่า Sudra (ซู-ดรา)

วรรณะศูทรเป็นวรรณะที่อยู่ต่ำสุด คนที่เกิดในวรรณะศูทรมีหน้าที่ทำงานเป็นแรงงานรับใช้สามวรรณะข้างต้น แต่ด้วยการเวลาเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย คนที่เกิดในวรรณะศูทรจะนับว่าคนงานและชาวสวนอยู่ในวรรณะศูทรก็ได้ วรรณะศูทรจะไม่มีชื่อเรียกที่สื่อถึงวรรณะของตน แต่จะมีการตั้งชื่อตามลำดับการเกิดแทน


ตั้งชื่อตามลำดับการเกิด
การตั้งชื่อตามลำดับการเกิดก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของวัฒนธรรมฮินดูบาหลี แต่จะมีการเรียกชื่อตามลำดับการเกิดของชาวบาหลีมีแค่ 4 ลำดับเท่านั้น

ลูกคนแรกจะตั้งชื่อนำหน้าว่า Wayan (วายัน), Putu (ปูตู), หรือ Gede (กือเด) โดยทั่วไปแล้วชนชั้นสูงมักจะใช้ชื่อนำหน้าว่า Putu มากกว่า

ลูกคนที่สอง : Made (มาเด) มาจากคำว่า Madya (มัดยา) แปลว่ากลาง, Kade (กาเด), Kadek (กาเด๊ก) บางหมู่บ้านก็จะใช้คำว่า Nengah (นืองะห์) 

ลูกคนที่สาม : Nyoman (โญมัน), Komang (โกมัง) มาจากคำว่า Anom (อานม) แปลว่า หนุ่มหรือสาว

ลูกคนที่สี่ : ใช้คำว่า Ketut (กือตุ๊ด) - Ketut มาจากคำว่า Ketuwut (กือตูวุต) แปลว่า ปฏิบัติตาม 

แล้วถ้ามีลูกมากกว่า 4 คนล่ะ จะตั้งชื่อนำหน้าว่าอะไร? ง่ายๆเลยครับ วนกลับไปยังชื่อแรกแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

ตัวอย่างการตั้งชื่อตามลำดับเกิด :-
ในการแยกชื่อสำหรับผู้ชายและผู้หญิง คือการเติมคำว่า I (อี) สำหรับผู้ชาย และ Inu (อีนู) สำหรับผู้หญิง วางไว้หน้าชื่อที่เกิดจากลำดับการเกิด ดังนี้
          I Wayan Pastika, I Putu Pastika (ลูกชายคนแรก)
        Ni Made Suasti, Ni Kadek Suasti (ลูกสาวคนที่สอง)
        I Nyoman Pica, I Komang Pca (ลูกชายคนที่สาม)
        Ni Ketut Luh (ลุกสาวคนที่สี่)
        I Wayan Balik  Pastika (ลูกชายคนที่ห้า) 
" โดยปกติแล้วถ้ามีลูกมากกว่าสี่คน ถ้านับย้อนจะเติมคำว่า Balik เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น "


ตั้งชื่อตามเพศสภาพ
และรูปแบบสุดท้ายก็คือการตั้งชื่อตามเพศสภาพ เหมือนกับที่ผู้เขียนยกตัวอย่างข้างต้น คือการเติม I (อี) แทนเพศชาย และ Nu (นู) แทนเพศหญิง

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้ามีเพื่อนหรือรู้จักคนบาหลีก็พอจะเดาได้ว่าเขามาจากวรรณะไหนโดยที่เราไม่จำเป็นต้องถามเขาให้เสียมารยาทเลย หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับเพื่อนๆชาวนักอ่านที่ชอบแนววัฒนธรรมที่หลากหลาย 












5 จังหวัดในประเทศอินโดนีเซีย ที่มีประชากรชาวคริสต์มากที่สุด



5 จังหวัดในประเทศอินโดนีเซีย ที่มีประชากรชาวคริสต์มากที่สุด



      ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้ว่าประชากรชาวคริสต์ในอินโดนีเซียกระจัดกระจายอยู่ในเขตจังหวัดอะไรบ้างนั้น ผู้เขียนได้รวบรวมสืบค้นข้อมูลว่าในประเทศอินโดนีเซียที่ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีประชากรชาวมุสลิมมากที่สุดของโลกแต่ก็ยังมีศาสนาอื่นที่มีความสำคัญในการสร้างความหลากหลายทางชาติพันธ์และความเชื่อต่างๆอย่างที่สังคมชาวอินโดนีเซียให้ความสำคัญมากนั่นก็คือการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลาย ให้มีความเอื้ออาทรต่อกัน หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Tolerance (โทเลอแรนซ์) หรือในภาษาอินโดนีเซียว่า Toleransi (โตเลรันซี) และต่อไปนี้ผู้เขียนรวบรวมรายชื่อศาสนาที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลอินโดนีเซีย 

6 ศาสนาที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลอินโดนีเซีย คือ ศาสนาอิสลาม คาทอลิก โปรเตสแตนท์ ฮินดู พุทธ ขงจื้อ
คาทอลิก กับ โปรเตสแตนท์ ในประเทศไทยจะรวมเป็นศาสนาคริสต์ ซึ่งคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ อยู่ในหมวดหมู่นิกายหนึ่งในศาสนาคริสต์ แต่สำหรับประเทศอินโดนีเซียจะแบ่งคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์เป็นอีกศาสนาหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นคริสต์เหมือนกัน
1. ศาสนาอิสลาม : ศาสนาที่มีคนนับถือมากที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย คัมภีร์ในศาสนา ชื่อว่า อัลกุรอ่าน


2. ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก : คาทอลิกเริ่มเข้ามาในประเทศอินโดนีเซียทางหมู่เกาะมาลูกูจากชาวโปรตุเกสที่เข้ามาล่าอาณานิคมในแถบนี้ ชาวมาลูกูเป็นประชากรกลุ่มแรกที่นับถือคริสต์นิกายคาทอลิก
3. ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ : โปรเตสแตนท์มีประชากรที่นับถือประมาณร้อยละ 6.9  คัมภีร์ในศาสนาชื่อว่า ไบเบิล หรือในภาษาอินโดนีเซียเรียกว่า Alkitab (อัล-กีตับ)


4. ศาสนาฮินดู : ประชากรชาวฮินดูหนาแน่นอยู่ที่เกาะบาหลี ประชากรประมาณร้อยละ 1.7


5. ศาสนาพุทธ : ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกรวมถึงประเทศอินโดนีเซีย ประชากรชาวพุทธประมาณร้อยละ 0.7 คัมภีร์ทางศาสนาคือ พระไตรปิฎก หรือภาษาอินโดนีเซียคือ Tripitaka (ตรีปีตากา)

6. ลัทธิขงจื้อ : ถือแม้ในประเทศไทยจะถือว่าขงจื้อคือลัทธิหนึ่ง แต่ในอินโดนีเซียขงจื้อจัดอยู่ในหมวดหมู่ศาสนาหนึ่งที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล ประชากรประมาณ 0.05% ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่มาทำการค้ากับชาวพื้นเมืองแถบนี้ มาอยู่อาศัยจนได้กลายมาเป็นประชากรส่วนหนึ่งของประเทศนี้ไป 

      งั้นมาเรียนรู้กันเลยดีกว่าว่าประชากรชาวคริสต์ในอินโดนีเซียกระจายอยู่ส่วนไหนบ้างในประเทศที่ถือว่ามีความหลากหลายในด้านชาติพันธ์และศาสนาแห่งนี้

      ในบทความนี้ผู้เขียนจะไม่แยกในเรื่องนิกายแต่จะรวมชาวคริสต์ทั้งหมดทั้งนิกายคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ให้เข้าใจได้ง่าย

      ผู้เขียนอยากนำเสนอเพื่อผู้อ่านที่สนใจด้านนี้จะได้เรียนรู้อีกแง่มุมของอินโดนีเซียที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกศาสนาในประเทศ เนื่องจากอินโดนีเซียมีประชากรชนเผ่า ศาสนา ภาษา ที่มีความหลากหลายจากตะวันตกจรดไปถึงฝั่งตะวันออก


1. Nusa Tenggara Timur หรือ NTT (เอ็น-เตเต) : NTT ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของอินโดนีเซีย มีเมืองหลวงชื่อกูปัง ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะติมอร์.  NTT มีคนที่นับถือศาสนาคริสต์เป็นประชากรส่วนใหญ่ อยู่กันหนาแน่นบนเกาะฟลอเรสและเกาะรอบข้าง

2. Sumatera Utara (สุมาตราเหนือ) : สุมาตราเหนือเป็นจังหวัดที่อยู่ทางตะวันตกสุดประเทศ รองจากอาเจะห์ มีเมืองหลวงชื่อว่า เมดัน (Medan) ประชากรที่นับถือศาสนาคริสต์ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าบาตัก (Suku batak) โดยเฉพาะ ชาวบาตักโตบา (Toba), บาตักกาโร (Karo), บาตักซีมาลูงุน (Simalungun), บาตักปักปัก (Pakpak) และยังมีประชากรชาวคริสต์กระจัดกระจายอีกหลายหมู่บ้านในจังหวัดสุมาตราเหนือแห่งนี้

3. Papua (ปาปัว) : ถ้าพูดถึงปาปัวเราอาจจะนึกถึงอีกประเทศหนึ่งที่ชื่อว่า ปาปัวนิกินี (Papua New guinea) ซึ่งเป็นประเทศพื้นบ้านของอินโดนีเซียที่ตั้งอยู่บนเกาะปาปัว จังหวัดปาปัวมีเมืองหลวงชื่อ จายาปูรา (Jayapura) ประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดปาปัวนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ประมาณ 1,855,245 คน และคาทอลิกประมาณ 500,545 ตามข้อมูลในปี 2010 แต่ปัจจุบันนี้จำนวนประชากรที่นับถือคริสต์เริ่มสูงขึ้น

4. Sulawesi Utara (สุลาเวสีเหนือ) : จังหวัดสุลาเวสีเหนือ มีเมืองหลวงที่ชื่อว่า มานาโด (Manado) จังหวัดสุลาเวสีเหนือเป็นเมืองที่อยู่เหนือสุดของอินโดนีเซีย มีพรมแดนติดกับประเทศฟิลิปปินส์ที่มีประชากรส่วนใหญ่ของประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ประชากรส่วนใหญ่ที่นับถือคริสต์คือชาวมีนาฮาซา (MInahasa) ซึ่งเป็นชาติพันธ์หลักในจังหวัดสุลาเวสีเหนือ

5. Kalimantan Barat (กาลีมันตันตะวันตก) : จังหวัดกาลีมันตันตะวันตกตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียวหรือชาวอินโดนีเซียเรียกว่า Kalimantan (กาลีมันตัน) บนเกาะแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสามประเทศ คือ มาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย ไม่แม้แต่ในเขตของจังหวัดฝั่งอินโดนีเซียเท่านั้น ฝั่งเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็มีประชากรที่นับถือคริสต์มากเช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่จะเป็นชนเผ่าดายัก (Dayak) 

      ไม่แม้แต่ที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น ยังมีชาวคริสต์ที่อาศัยอยู่ บนเกาะชวา อย่างเมืองจาการ์ต้า ยอกยาการ์ต้า และอีกหลายเมืองตามหมู่เกาะต่างๆในประเทศอินโดนีเซีย ถึงแม้บางครั้งจะมีการกระทบกระทั่งที่เกิดจากสองศาสนา เกิดเป็นเรื่องใหญ่โตระดับประเทศ แต่ผู้อยากให้มองว่ามันเป็นแค่กลุ่มบุคคลหนึ่ง ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี ความแตกต่างไม่เคยทำร้ายใครแต่ความอคติในใจเราต่างหากที่ทำร้ายกันเอง


5 ดาราไทยที่ได้รับความนิยมในอินโดนีเซีย คุณรู้หรือไม่? เรามาดูกัน



      รู้หรือไม่ว่าดารานักแสดงไทยดังอินเตอร์ไปทั่วอาเซียน หนึ่งในประเทศอาเซียนที่ดาราไทยโด่งดังและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากนั่นก็คือประเทศอินโดนีเซีย เพื่อนๆชาวไทยคิดว่าใครบ้างที่อาจจะถูกจัดอันดับดาราที่ได้รับความนิยมมากในอินโดนีเซีย? วันนี้ผู้เขียนรวบรวม 5 อันดับดาราที่เป็นขวัญใจชาวอินโดนีเซียมาให้ได้รู้กันครับ

      ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอินโดนีเซีย ภาพยนตร์ไทยที่มีความใกล้ชิดและคล้ายคลึงกันกับวัฒนธรรม ภาพยนตร์ไทยที่ได้รับความนิยมมากในอินโดนีเซีย เช่น ATM เออรักเออเร้อ, พี่มากพระโขนง และ กวนมึนโฮ

งั้นมาเริ่มอันดับแรก คงเป็นใครไม่ได้นอกจาก มาริโอ้ เมาเร้อ ( Mario Maurer ) ที่เป็นกระแสโด่งดังทั่วอาเซียน


1. มาริโอ้ เมาเร้อ ( Mario Maurer ) นักแสดงหนุ่มหน้าหล่อ ที่รับบท "พี่โชน" ถ้าไม่พูดถึงพระเอกคนนี้อย่างมาริโอ้ไม่ได้แล้ว ที่เป็นกระแสความนิยมของชาวอินโดนีเซียจากหนังวัยรุ่นที่โด่งดังในช่วงปี 2010 ไม่เพียงแต่ในประเทศอินโดนีเซียเท่านั้นที่เป็นกระแสความฮิตจากหนังที่ชื่อว่า สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก ที่แฟนๆชาวอินโดนีเซียรู้จักในชื่อภาษาอังกฤษว่า A little thing called love 



2. พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ( Pimchanok Luevisadpaibul ) และนักแสดงอีกคนที่จะมาพร้อมกับพระเอกมาริโอ้คงต้องเป็นนางเอกคนนี้ "ไบเฟิร์น พิมพ์ชนก" ที่รับบทเป็น เด็กสาวมัธยม "น้องน้ำ" ที่แอบรักรุ่นพี่คนหนึ่งในรั้วโรงเรียนเดียวกัน นอกจากนางจะดังในเรื่องสิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารักแล้ว ยังมีภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่สร้างความประทับใจและเป็นขวัญใจติดตามนางมาตลอด อย่างเช่น โคตรสู้โคตรโส ( Bangkok knockout ) ในปี 2010 และมหัศจรรย์รักกับสิ่งเล็กๆ ( Suddenly it’s Magic ) ฉายในปี 2012


3. ปรีชญา พงษ์ธนานิกร ( Preechaya Pongthananikorn ) นางเอกสาวมากความสามารถคนนี้ โดงดังในภาพยนตร์ ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ และ ATM เออรัก เออเร่อ ภาพยนตร์เรื่อง ATM เออรัก เออเร่อ นี้แหละที่ทำให้นางโด่งดังเป็นที่รู้จักในแวดวงวัยรุ่นที่ชื่นชอบภาพยนตร์ทางบ้านเรา ถึงขนาดบางคนต้องหาเรียนคอร์สสอนภาษาไทยเลยทีเดียว



4. ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ( Chantavit Dhanasevi ) หนังแนวตลกโปกฮา จะไม่พูดถึง เต๋อ ฉันทวิชช์ เป็นไม่ได้ เพราะเป็นพระเอกหนังแนวตลกอันดับต้นๆของประเทศก็ว่าได้ และยังดังไปถึงประเทศเพื่อนเราในหลายๆประเทศเลยทีเดียว หนุ่มหล่อคนนี้โด่งดังในภาพยนตร์ โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต ในปี 2008, กวน มึน โฮ ในปี 2010 และยังได้รับรางวัล "ผู้แสดงตลกชาย มณีเมขลาดีเด่นยอดนิยม" ในปี 2011 อีกด้วย



5. พชร จิราธิวัตน์ ( Pachara Chirathivat ) ถ้าเพื่อนเคยดูหนังเรื่อง ห่วยขั้นเทพ และ ท็อปซีเคร็ต วัยรุ่นพันล้าน แน่นแนเพื่อนต้องรู้จักกับผู้ชายคนนี้ ที่เราจะเรียกสั้นๆว่า พีช พชร นอกจากงานแสดงแล้ว พีช พชร ยังหลงใหลในดนตรี และได้มีวงเป็นของตัวเองร่วมกับเพื่อนๆ 

เป็นอย่างไรบ้างละครับ สำหรับการจัดอันดับดารานักแสดงไทยที่เป็นที่นิยมในอินโดนีเซียในวันนี้ วงการบันเทิงไทยไม่แพ้ชาติในโลก และมีความโด่งดังในระดับอาเซียนกันเลยทีเดียว 

ผลการค้นหา

ผลการค้นเว็บพชร จิราธิวัฒน


5 เว็บไซต์ที่ควรคลิกเข้าไปอ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ



       สวัสดีครับเพื่อนๆชาวนักอ่านทุกคน วันนี้ผมมีเว็บไซต์มาแนะนำในแบบสไตล์คุณ และสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่ถ่ายทอดความรู้ทั่วไปที่ผู้อ่านสนใจ สุขภาพ และถ้าใครหลายๆคนชื่นชอบการท่องเที่ยวละก็ ผมมีเว็บไซต์ที่น่าสนใจที่สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวและสร้างรอยยิ้มไปพร้อมๆกัน รู้นะครับว่าเพื่อนๆอดใจไม่ไหวแล้วที่จะสร้างแรงบันดาล สร้างความสุขช่วงว่างๆแบบนี้ มาอ่านบทความเพื่อเป็นแรงจูงใจในการใช้ชีวิตเผื่อว่าจะเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตของเราได้บ้าง

ต่อไปนี้จะเป็น 5 ลิสต์เว็บไซต์หลากหลายสไตล์ที่อาจจะเหมาะกับคุณ

1. เว็บไซต์ท่องเที่ยว Hashcorner (แฮชคอเนอร์) : https://www.hashcorner.com/
Hashcorner (แฮชคอเนอร์) คือ บล็อกเกอร์ท่องเที่ยว + ไลฟ์สไตล์ ที่เน้นการเที่ยวต่างประเทศและในประเทศด้วยตัวเอง โดยเรื่องเล่าของเขาเน้นการนำประสบการณ์การท่องเที่ยวมาเล่าในมุมมองที่สนุกสนานผ่านตัวหนังสือและรูปถ่ายที่คนอ่านสามารถตามรอยการท่องเที่ยวได้จริง โดยเรื่องเล่าแต่ละเรื่องจะถูกสอดแทรกความเป็นไลฟ์สไตล์ของผู้เขียนที่สื่อถึงความชอบส่วนตัวผ่านกิจกรรม การเลือกใช้สิ่งของ รวมถึงการแต่งตัวระหว่างการท่องเที่ยวและการดำเนินชีวิตประจำวัน

2. เว็บไซต์การศึกษา ครูบ้านนอก (Kroobannok) : http://www.kroobannok.com/



ครูบ้านนอก (Kroobannok) คือ เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ ถ้าเพื่อนๆชอบเรียนรู้สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว และข่าวสารในแวดวงการศึกษา เว็บไซต์นี้คงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการค้นหาแหล่งความรู้ที่เพื่อนๆสนใจได้เป็นอย่างดี

3. เว็บไซต์เกี่ยวกับสุขภาพ OrganicBook (สาระเพื่อสุขภาพและชีวิต) : https://www.organicbook.com/




OrganicBook (สาระเพื่อสุขภาพและชีวิต) คือ เว็บไซต์เกี่ยวสุขภาพที่แบ่งปันความรู้ด้านสุขภาพและการใช้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนๆที่สนใจการดูแลสุขภาพและแนวคิดต่างๆ ผู้เขียนแนะนำเว็บไซต์ที่สร้างมาเพื่อผู้อ่านเลยละครับ แวะเวียนมาทักทายเว็บไซต์ "สาระเพื่อสุขภาพและชีวิต" กันนะครับ 
" เพราะเราเชื่อว่า “สุขภาพที่ดีเป็นพื้นฐานของทุกความสุขในชีวิต”  เราจึงตั้งใจเขียน และส่งมอบบทความที่ดีที่สุดเพื่อผู้อ่าน ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการเห็นคนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรง สามารถดูแลตนเองได้ และมีความสุขในทุกมิติของชีวิต "

4. เว็บไซต์เกี่ยวกับความรู้ไอที " ไอที 24 ชั่วโมง เทคโนโลยีใกล้ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น "

https://www.it24hrs.com/category/articles/
 ไอที 24 ชั่วโมง เทคโนโลยีใกล้ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น คือ เว็บไซต์ที่จะแบ่งปันความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ด้านไอที ที่เพื่อนๆอาจไม่เคยรู้และสนใจ วิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยี ครอบคลุมทุกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับไอที รวมอยู่ในเว็บไซต์เดียวเพื่อคุณ


และเว็บไซต์สุดท้ายขอแนะนำเว็บไซต์นี้เลยครับ เว็บไซต์ของผู้เขียนเลยครับ อิอิ

5. เว็บไซต์เกี่ยวกับความรู้ทั่วไป รู้ทั่วไป Whatever : https://www.yas-generalknowledge.com/




รู้ทั่วไป Whatever คือ เว็บไซต์เล็กๆที่จะมอบความรู้ที่คุณไม่รู้ และเราจะรู้ไปพร้อมกัน เป็นบทความที่จะแบ่งปันความรู้ทั่วไป เกี่ยวกับ วัฒนธรรมต่างๆ การท่องเที่ยว สุขภาพ และอีกหลายเรื่องที่คุณสนใจ เราจะสรรหาความรู้ใหม่ๆแปลกใหม่เพื่อเพิ่มวิสัยทัศน์ของผู้อ่านไปพร้อมๆกันกับเรา และเพื่อนๆสามารถตามไปติดตามเพจของผู้เขียนได้บน Blockdit ชื่อว่า "รู้ทั่วไป Whatever" 

หวังว่าเพื่อนๆจะได้รับความรู้จากเว็บไซต์ที่ผมแนะนำมาทั้ง 5 เว็บไซต์ เราจะเพิ่มพูนความรู้ของเราไปด้วยกันครับ ขอบคุณสำหรับการเข้าชม



ทำไมคนญี่ปุ่นชอบสวมหน้ากากปิดหน้าตลอดเวลา




      ญี่ปุ่นคงเป็นลิสต์ท่องเที่ยวของใครหลายๆคน ยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกซากุระจะเบ่งบานสะพรั่งไปทั่วเมืองในดินแดนญี่ปุ่นที่ขนานนามว่าแดนซากุระ ถ้าใครชอบถ่ายรูปอัปเดตลงโซเชี่ยลละก็ คงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการโพสต์ท่าถ่ายรูป.

      เพื่อนๆชาวนักอ่านทุกคน รู้หรือไม่ว่า ทำไมคนญี่ปุ่นถึงชอบสวมใส่ผ้าปิดจมูก ( Mask )ตลอดเวลา? ถ้าพูดถึงการสวมใส่ผ้าปิดจมูกทุกครั้งที่ออกจากบ้านของชาวญี่ปุ่น ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ชอบการสวมใส่ตอนออกนอกบ้าน มันอาจจะเป็นแฟชั่นหรือการป้องกันฝุ่นในอากาศ แต่สำหรับผู้เขียนชอบใส่ปกปิดใบหน้าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการป้องกันฝุ่นหรือแฟชั่นเลยสักนิด แล้วสาเหตุอะไรที่ทำให้คนญี่ปุ่นชอบที่จะสวมใส่แมสก์ตลอดเวลา เรามาดูกันครับ!

เมื่อออกนอกบ้านทำกิจกรรมต่างๆการใส่แมสก์คงต้องใช้คำว่า Must to สำหรับชาวญี่ปุ่น รู้ไหมครับว่าทำไม?

ถ้าหากเพื่อนๆเคยดูซีรีส์ญี่ปุ่นหรือเคยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น คงจะเห็นคนญี่ปุ่นสวมใส่แมสก์เป็นเรื่องปกติ โดยปกติแล้วคนที่สวมใส่แมสก์จะเป็นคนที่ไม่สบาย นั่นคงเป็นสาเหตุหลักทั่วไป แต่คนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการใส่แมสก์ในแบบอื่นๆ


เรามาดูเหตุผลของชาวญี่ปุ่นกันว่าทำไม?

1. ทางด้านสุขภาพ : เหตุผลแรก ก็คงเป็นเหตุผลทั่วไปทางด้านสุขภาพ ป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อให้คนอื่น คนญี่ปุ่นถือว่าการสวมใส่แมสก์เป็นหน้าที่ของคนในสังคมเมื่อใครคนหนึ่งป่วยไม่สบาย เป็นหวัด ก็ควรที่จะใส่แมสก์ป้องกันการแพร่เชื้อให้คนอื่น เพราะการไม่ป้องกันในลักษณะถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรและไม่ให้เกียรติคนอื่น.

2. เครื่องประดับแฟชั่น : ชาวญี่ปุ่นมีเทรนด์การแต่งตัวที่เก๋ไม่แพ้ชาติใดเลย และหนึ่งในนั้นก็คงเป็นแฟชั่นการใส่แมสก์ในที่สาธารณะทั่วไป ทำกิจกรรมต่างๆ พบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ แมสก์ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่ใช่สวมป้องกันโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นแฟชั่นที่สร้างเสน่ห์แก่คนที่สวมใส่ได้อีกด้วย เมื่อเพื่อนๆไปเที่ยวญี่ปุ่น ถ้าอยากหาแมสก์มาใส่เพื่อเป็นแฟชั่นคิคุอาโนเนะสไตล์ญี่ปุ่น ไม่มช่เรื่องยากที่จะหางานขายแมสก์ และเพื่อนๆยังมีตัวเลือกที่เก๋ไก๋หลากหลายสีหลายแบบให้เลือกอย่างจุใจเลยทีเดียว.


3. ป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ : แมสก์ต้องเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แน่นอนสำหรับคนที่ไม่ชอบกลิ่นเหม็นในที่สาธารณะ ที่อาจมีกลิ่นตัวของคนรอบข้าง หรือกลิ่นตามท้องถนน แม้กระทั่งกลิ่นบุหรี่ แต่ในญี่ปุ่นคงจะมีคามเป็นระเบียบในการจัดการสาธารณะทั่วไปเป็นอย่างดี และนี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่คนญี่ปุ่นชอบสวมใส่แมสก์ในที่สาธารณะ.

4. และเหตุผลสุดท้ายคงเจาะจงไปถึงคุณผู้หญิงเป็นหลัก ทำไมคนญี่ปุ่นชอบใส่แมสก์ในที่สาธารณะทั่วไป นั่นก็คือขี้เกียจแต่งหน้า บางทีการออกไปข้างนอกใกล้บ้านคุณผู้หญิงบางคนจำเป็นต้องสวยอยู่ตลอดเวลา ความสวยสำหรับผู้หญิงเป็นสิ่งสำหรับ สำหรับคนญี่ปุ่นเหตุผลหนึ่งก็คือปกปิดจุดด่างดำ ดดยเฉพาะสิวบนใบหน้าที่เป็นจุดสนใจ  และสำหรับผูหญิงที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองก็เป็นสามารถหนึ่งที่ทำให้แมสก์เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตพวกเขา



อ่านมาถึงจุดนี้ เพื่อนๆชาวนักอ่านทุกคน ใครที่ชอบใส่แมสก์เวลาออกนอกบ้านบ้างไหม ถ้าไม่ชอบใส่แมสก์ ช่วงนี้คงเป็นอะไรที่บังคับสังคมเราว่าทุกคนต้องสวมใส่แมสก์ออกนอกบ้าน ไม่งั้นโดนปรับแน่ละครับคราวนี้



เรียนรู้เพิ่มเติมจาก Blockdit : https://www.blockdit.com/ilyas1993




รู้หรือไม่ว่าภาษามลายูแทรกซึมอยู่ในคำศัพท์ภาษาใต้ด้วย?





สวัสดีครับเพื่อนชาวนักอ่านทุกคน

        เพื่อนๆที่เข้ามาอ่านบทความนี้คงมีสักคนแหละครับที่เป็นคนใต้ ที่พูดภาษาไทยสำเนียงใต้ แต่ถึงอย่างไรภาษาใต้ยังแบ่งสำเนียงออกไปอีกหลายสำเนียงแตกต่างกันในแต่ละจังหวัด บางจังหวัดคงต้องแบ่งสำเนียงตามหมู่บ้านชุมชนไปอีก เมื่อคนใต้คุยกันระหว่างคนใต้ด้วยกัน เขาจะรู้หรือเดาได้ว่าสำเนียงนี้มาจากไหน




      แต่เพื่อนๆรู้ไหมว่าในภาษาใต้ยังมีคำศัพท์ภาษามลายูแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตและคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันของเพื่อนชาวใต้ คำที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันอาจจะเป็นภาษามลายู แต่เพียงเราไม่รู้เท่านั้นเอง
      ถ้าเพื่อนๆอ่านมาถึงตอนนี้ก็คงมีความอยากรู้บ้างแหละครับ ว่าสิ่งที่ผู้เขียนจะเขียนต่อไปนี้คือคำอะไรกันแน่ ที่ผู้เขียนสนใจนำเสนอให้แก่มวลชนชาวนักอ่านในพื้นที่แห่งนี้ งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ไหมครับ!? คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละครับ

 คำแรกที่ผู้เขียนจะบอกต่อไปนี้ ทุกคนรู้จักกันดี นั่นก็คือคำว่า 1. "บัง" คำนี้มาจากภาษามลายูคือ " Bang " หรือ " Abang " ที่เป็นภาษามลายูกลางที่ใช้ในประเทศมาเลเซีย มีบ้างที่ใช้คำนี้ในประเทศอินโดนีเซีย (พูดในสังคมชาวมลายูในอินโดนีเซีย) คำว่า บัง ในประเทศไทยใช้เรียกผู้ชายชาวมุสลิม ซึ่งความหมายโดยคำศัพท์แปลว่า พี่ชาย นั่นเองครับ
2. มูสัง แปลว่า ชะมด : ไม่แม้แต่ในมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย มูสัง ( Musang ) แปลว่า ชะมด
3. จังกาบ แปลว่า พูดคุย มาจากภาษามลายูคือคำว่า Cakap ( จากับ ) จากที่ผมสอบถามเพื่อนชาวสตูล เขาบอกว่าคำนี้จะใช้ในหมู่คนเก่าคนแก่ วัยรุ่นหรือคนรุ่นหลังจะใช้คำว่า แหลง แทน แต่ก็ยังมีใช้บ้างแล้วแต่หมู่บ้าน
4. โบระ แปลว่า ขี้เหร่, ไม่สวยไม่งาม มาจากภาษามลายูคือคำว่า Buruk แปลว่า ไม่ดี เมื่อมีการใช้คำร่วมก็จะมีการเปลี่ยนแปลงคำศัพท์ให้เหมาะสมกับการออกเสียงของแต่ละสังคม
5. โกปี้ แปลว่า กาแฟ มาจากภาษามลายูคือคำว่า Kopi ซึ่งมลายูก็รับคำยืมจากภาษาอังกฤษคือ Coffee
6. คง แปลว่า ข้าวโพด มาจากภาษามลายูคือคำว่า Jagong ( จาฆง ) สันนิษฐานอาจจะมาจากลักษณะภาษาใต้ที่ชอบย่อคำ
7. ซาว้า แปลว่า ละมุด (คำนี้ใช้เฉพาะในเขตสงขลา สตูล พัทลุง มาจาก sawa ในภาษามลายูมาเลเซีย หรือ Sawo ภาษาอินโดนีเซีย)
8. เสดสา แปลว่า ทุกข์, ลำบาก มาจากภาษามลายูคำว่า Siksa ( ซิกซา )
9. ตะเบะ แปลว่า การแสดงความเคารพของทหาร ตำรวจ มาจากคำภาษามลายูคือ Tabik ( ตาบิก )

      ภาษาบนโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่แม้แต่ชีวิตคนเราก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง มีความสุขเข้ามาในชีวิตอีกส่วนหนึ่งก็ย่อมมีความทุกข์แวะเวียนเข้ามาเรื่อยๆ ยอมรับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต เป็นสีสันของชีวิต ภาษาก็เช่นเดียวกันจะมีสีสันได้ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและการเปลี่ยนผ่านของเวลา
      " อะไรก็ได้ที่คุณไม่รู้ เราจะทำให้คุณรู้ไปพร้อมกัน แวะมากดไลค์ กดแชร์ และคอมเม้นท์ แลกเปลี่ยนความรู้กันนะครับ "

เรียนรู้เพิ่มเติมจาก Blockdit : https://www.blockdit.com/articles